5 โรคระบาด ร้ายแรงในอดีต ที่มีคนเสียชีวิตนับไม่ถ้วน!!

ใครๆก็พูดกันว่าการไม่มีโรคเป็นลาปอันประเสริฐ ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เค้าพูดกัน การเป็นโรคมีแต่ผลเสีย ทั้งเสียสุขภาพ เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา ซึ่งปัจจุบันได้มีไวรัสที่เป็น โรคระบาด ออกมาจากประเทศจีน คือโคโรน่าไวรัส (Covit 19) ปัจจุบันเป็นไวรัสที่ยังไม่มีทางรักษาได้เลย ยอดผู้ติดเชื้อก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นทุกวัน

เหมือนกันว่าธรรมชาติเองก็พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะปราบมนุษย์ให้ได้ ไม่ว่ามนุษย์จะพัฒนาเทคโนโลยีไปได้ไกลสักเพียงใด ก็จะต้องมีโรคระบาดมาคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย

ในวันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง โรคระบาด ร้ายแรงในอดีต ซึ่งบางโรคนั้นในปัจจุบันเราได้ยินชื่อโรคก็อาจจะแปลกใจว่ามันใช่โรคที่ทำให้คนเสียชีวิตและหวาดกลัวมากในอดีตจริงหรือ เพราะในปัจจุบันมันสามารถรักษาให้หายได้อย่างง่ายดาย แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าในสมัยที่โรคเหล่านี้ยังไม่มีทางรักษานั้น มันคือฝันร้ายของคนในสมัยนั้นเลยทีเดียวเรามาย้อนรอยประวัติศาสตร์โรคระบาดกันเลยครับ

1. กาฬโรค หรือ มรณะดำ หรือ Black Death

ภาพเขียน “The Plague at Ashdod” (โรคระบาดในเมืองแอชดอด) โดย Nicolas Poussin โยงโรคระบาดในพระคัมภีร์เก่า ให้สัมพันธ์กับ กาฬโรค มีหนูตัวเล็กๆ บนฐานเทวสถาน

เป็นโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย “เยอร์ซิเนีย เปสติส (Yersinia pestis) โดยมีสัตว์ฟันแทะและหมัดเป็นพาหะนำโรค รวมถึงสามารถแพร่ในอากาศ ผ่านการสัมผัสโดยตรง หรือโดยอาหารหรือวัสดุที่ปนเปื้อน

ผู้ป่วยกาฬโรคจะมีอาการตามชื่อที่ถูกเรียกกันว่า “ความตายสีดำ” ก็คือ ตามร่างกายของผู้ป่วยจะมีสีดำคล้ำอันเนื่องจากเซลล์ผิวหนังที่ตายไป ส่วนอาการของผู้รับเชื้อกาฬโรคจะมีแผลขนาดเท่าไข่ไก่หรือผลส้มตรงต่อมน้ำเหลืองต่างๆ จากนั้นจะมีไข้สูง ปวดตามแขนและขา เมื่ออาการหนักจะเจ็บปวดทุกข์ทรมาน จนกระทั่งเสียชีวิต

ในอดีตมีการระบาดใหญ่ของกาฬโรคเกิดขึ้น 3 ถึงครั้ง

ช่วงที่ 1 ยุคกลางตอนต้น ในสมัยจักรวรรดิโรมันตะวันออก ในระหว่างปี ค.ศ. 541-542 เป็นการระบาดที่เรียกกันว่า “กาฬโรคแห่งจัสติเนียน”(Plague of Justinian) คาดกันว่ากาฬโรคซึ่งมีต้นกำเนิดในจีน แพร่กระจายสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล จากธัญพืชที่นำเข้าจากอียิปต์ และด้วยนครแห่งนี้มีหนูและหมัดเป็นจำนวนมากจึงระบาดอย่างรวดเร็ว ช่วงที่กาฬโรคระบาดถึงขีดสุด ชาวคอนสแตนติโนเปิลต้องเสียชีวิตอย่างน้อยวันละ 10,000 คน และสุดท้ายต้องเสียประชากรไปกว่า 40% ต่อมามันแพร่เข้าสู่เมดิเตอร์เรเนียนในปี ค.ศ. 588 ในดินแดนที่ปัจจุบันคือฝรั่งเศส นักวิจัยประเมินว่า กาฬโรคแห่งจัสติเนียน ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านคน จำนวนประชากรในยุโรปลดลงกว่าครึ่งนึง ในช่วง ค.ศ. 541-700

ช่วงที่ 2 ในคริสตวรรษที่ 14 -19 คนในสมัยคริสตศตวรรษที่ 14 เรียกการระบาดนี้ว่า “Great Pestilence” (โรคระบาดครั้งใหญ่) หรือ “Great Plague” (กาฬโรคครั้งใหญ่) ซึ่งเริ่มต้นจากตอนใต้ของประเทศอินเดียและประเทศจีนระบาดไปตลอดเส้นทางสายไหม (Silk Road) กระจายไปทั่วเอเชีย, ยุโรป และแอฟริกา ในยุโรปเกิดการระบาดในช่วงปลายทศวรรษ 1340 สันนิษฐานว่า พ่อค้าชาวจีน-มองโกล ได้เป็นผู้นำเชื้อมาแพร่ในยุโรป  ทำให้เกิดการแพร่ระบาดในยุโรปอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ที่อิตาลีมีการระบาดในช่วง ค.ศ. 1338 – 1351 ทำให้ประชากร 2 ใน 3 ของประเทศเสียชีวิต และในค.ศ. 1400 เกิดการระบาดใหญ่ที่กรุงลอนดอน มีคนตายถึง 70% จากจำนวนประชากร 450,000 คน เหลือเพียง 60,000 คน การแพร่ระบาดต่อเนื่องมาจนถึงคริสตศตวรรษที่ 17 เรียกกันว่า “แบล็กเดธ”(Black Death) การระบาดในยุโรปในช่วงนี้มีประชากรตายประมาณ 25 ล้านคน

ช่วงที่ 3  ศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งสุดท้าย เริ่มขึ้นที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในปี ค.ศ. 1855 มีการแพร่ระบาดไปทั่วทุกทวีปของโลก ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 12 ล้านคน ซึ่งตอนนั้นยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค จนในค.ศ. 1894 แพทย์ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ค้นพบเชื้อก่อโรคคือ เชื้อแบคทีเรีย Baicllus pestis เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ฟันแทะและหมัด ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการ 3 รูปแบบ คือ กาฬโรคปอด กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง และกาฬโรคเลือด ซึ่งกาฬโรคทั้ง 3 ชนิดนี้ ทำให้เสียชีวิตได้ใน 5 – 6 วันหลังจากได้รับเชื้อ การติดต่อมาสู่คนเกิดขึ้นได้ 3 ทาง ได้แก่ การถูกหมัดที่มีเชื้อกัด การสัมผัสเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ติดเชื้อ และการสูดดมสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจของสัตว์ที่ติดเชื้อ หลังจากค้นพบแบคทีเรีย นำไปสู่การคิดวิธีรักษากาฬโรค มีการพัฒนาและทดลองใช้วัคซีนต้านเชื้อกาฬโรคในต่อมน้ำเหลืองเป็นครั้งแรกในปี 1897 ปัจจุบันนี้กาฬโรคสามารถรักษาหายได้หากตรวจพบเร็วโดยใช้ยาปฏิชีวนะต่างๆ

2. ไข้หวัดใหญ่สเปน

รูปภาพจาก : https://www.facebook.com/Bookcafeoriginal/posts/869319076564268/

เชื้อไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่ามีต้นตอมาจากสัตว์ปีก โดยทฤษฎีแรกการกำเนิดของไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้ คาดว่าเชื้อไวรัสน่าจะติดมากับกลุ่มแรงงานชาวจีน แล้วไปกลายพันธุ์ที่อเมริกา เมื่อทหารอเมริกาเดินทางไปรบในยุโรปช่วงปีค.ศ. 1917-1918 โรคนี้ก็ติดไปด้วย จากการที่ไวรัสนี้ติดต่อได้ทางอากาศ โรงทหารที่แออัด โรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยผู้ป่วย และสภาพร่างกายอันอ่อนล้าของเหล่าทหาร ยิ่งทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

จากการศึกษาพบว่าไวรัส Influenza A H1N1 เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดสเปน ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะมีไข้ จาม คลื่นไส้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และท้องเสีย ซึ่งเป็นอาการแรกเริ่มของไข้หวัดใหญ่ทั่วไป แต่หลังจากนั้นช่วงปี 1918 ไวรัสที่ได้มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วก็กลายเป็นสายพันธุ์ใหม่และมีความร้ายแรงกว่าเก่า ผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมีอาการร้ายแรงลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจะเริ่มหายใจไม่ออก และเสียชีวิตลงด้วย 2 สาเหตุหลัก อย่างแรกคือภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อไวรัสรุนแรงเกินไป ทำให้ทำลายส่วนอื่นๆของร่างกายด้วย และอย่างที่สองคือการติดเชื้อในปอด มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวมทั่วโลกถึง 100 ล้านคน มากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายเท่า

ในยุโรปมีการปิดข่าวเรื่องผู้เสียชีวิต เนื่องจากยังอยู่ในช่วงสงคราม เกรงว่าทหารจะเสียขวัญกำลังใจ ประเทศที่รายงานเรื่องนี้ประเทศเดียวคือสเปน เพราะเป็นกลางในช่วงสงคราม จึงได้ชื่อว่าไข้หวัดใหญ่สเปน

3. อหิวาตกโรค

รูปภาพจาก : https://www.matichon.co.th/columnists/

อหิวาตกโรค เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae ที่ลำไส้เล็ก ผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วงเป็นน้ำและอาเจียนเป็นหลัก เป็นโรคระบาดประจำถิ่นของประเทศในทวีปเอเชียและทวีปอินเดีย โดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำคงคา ที่เป็นแม่น้ำสายหลักในการดำรงชีวิต ก่อให้การระบาดไปสู่ภูมิภาคอื่นๆของโลก ตามเส้นทางค้าขายทั้งทางบกและทางเรือ ซึ่งการระบาดครั้งใหญ่ๆ ในโลก แบ่งได้เป็น 7 ครั้ง ได้แก่

การระบาดครั้งที่ 1 พ.ศ. 2359-2369 ถือว่าเป็นการระบาดใหญ่ครั้งแรกในโลก โดยเริ่มจากเบงกอล แพร่ขยายไปสู่ทวีปอินเดีย จีน และคาบทะเลแคสเปียน

การระบาดครั้งที่ 2 พ.ศ. 2372- 2394 เป็นการแพร่ระบาดในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ในปีพ.ศ. 2374 มีผู้เสียชีวิตที่มหานครลอนดอนด้วยอหิวาตกโรคสูงถึง 6,536 คน ที่กรุงปารีสมีผู้เสีย ชีวิตประมาณ 20,000 คน การระบาดครั้งนี้แพร่กระจายขึ้นไปจนถึงประเทศรัสเซีย ข้ามไประบาดถึงเควเบ็ค ออนตาริโอ แคนาดา และนครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา และข้ามประเทศไประบาดถึงฝั่งแปซิฟิคของสหรัฐ ในปีพ.ศ. 2377

การระบาดครั้งที่ 3 พ.ศ. 2395 – 2403 การระบาดครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเกิดในประเทศรัสเซีย มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึงล้านคน ในปีพ.ศ. 2397 เกิดการระบาดของอหิวาตกโรคในนครชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิต ประมาณ 3,300 คน

การระบาดครั้งที่ 4 พ.ศ. 2406 – 2418 ส่วนใหญ่เป็นการระบาดในทวีปยุโรป และแอฟริกา โดยพ.ศ. 2409 มีการระบาดหนักที่ประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ และมหานครลอนดอน ที่มีการระบาดกระจายไปหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในย่าน อีสท์ เอ็นด์ (East End) ทำให้มีคนตายถึง 5,596 คน และในกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ มีผู้เสียชีวิตประมาณ กว่า 21,000 คน

การระบาดครั้งที่ 5 พ.ศ. 2424 – 2439 มีการระบาดใหญ่ที่นครฮัมบวร์ก เยอรมนี พ.ศ. 2435 ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8,600 คน ซึ่งการระบาดครั้งนี้ นับว่าเป็นการระบาดที่รุนแรงครั้งสุดท้ายในทวีปยุโรป

การระบาดครั้งที่ 6 พ.ศ. 2442 – 2466 การระบาดครั้งนี้จะเกิดขึ้นในประเทศรัสเซียและประเทศในกลุ่มอาณาจักรอ็อตโตมันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

การระบาดครั้งที่ 7 พ.ศ. 2504 – 2513 การระบาดครั้งนี้เริ่มที่เมืองสุละเวลี อินโดนีเซีย แพร่ระบาดไปถึงบังคลาเทศ เข้าสู่อินเดีย ในปีพ.ศ .2507 และสหภาพโซเวียต ในปีพ.ศ. 2509  ในขณะเดียวกันเกิดการระบาดในญี่ปุ่น ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิคใต้ ประเทศในแอฟริกาเหนือ และแพร่ไปยังประเทศอิตาลี ในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งหลังจากนั้นไม่มีรายงานการระบาดที่รุนแรงเกิดขึ้น

4. วัณโรค

รูปภาพจาก : https://www.sanook.com/health/3021/

วัณโรค (Tuberculosis) หรือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้โดยการไอ หรือ จาม หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ติดเชื้อจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50% ลักษณะอาการที่พบคือไอเป็นเลือด มีไข้ มีเหงื่อออกเยอะตอนนอน

การระบาดที่น่าสนใจในยุคนี้นั้นเกิดขึ้นในปีค.ศ. 2007 มีผู้เป็นวัณโลกสูงถึง 13.7 ล้านคนทั่วโลก แม้ผู้ป่วยส่วนมากจะอยู่ในทวีปแอฟริกาและเอเชีย แต่ในทวีปยุโรปและอเมริกาก็ยังถือว่าพบได้มากอยู่ในปีนั้น

แต่ในอดีตนั้น วัณโรคเป็นโรคที่ระบาดเยอะมากในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ประชากร 25% ของทวีปยุโรปเสียชีวิตจากวัณโรค ทั้งชนชั้นสูงและบุคคลมีชื่อเสียงต่างก็เสียชีวิตด้วยโรคนี้กันมากมาย

5. เอดส์ (AIDS)

รูปภาพจาก : https://www.cdc.gov/dotw/hiv-aids/index.html

เอดส์ หรือเชื้อไวรัส HIV เป็นเชื้อที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานบกพร่อง จนสุดท้ายก็เสียชีวิตจากภาวะโรคแทรกซ้อน คาดกันว่าเชื้อนั้นกลายพันธุ์มาจากไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในสัตว์ประเภทลิง เช่น ชิมแปนซี หลังจากนั้นไวรัสเหล่านั้นอาจติดเข้ามาในคน โดยเริ่มแรกเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในคนเท่านั้น ต่อมาจึงกลายพันธุ์เป็นโรคเอดส์

เชื้อ HIV สามารถติดต่อได้ทาง เลือด อสุจิ สารคัดหลั่งในช่องคลอด หรือน้ำนม สาเหตุใหญ่ของการแพร่กระจายเชื้อ คือการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน เข็มฉีดยาที่ปนเปื้อน การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกผ่านทางการให้น้ำนม เลือดที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส HIV จากการบริจาคให้ธนาคารเลือด

แม้จะระบาดไปถึงทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบัน และทำให้มีผู้ติดเชื้อสูงถึง 35 ล้านคน โดยบริเวณที่ระบาดหนักที่สุดคือในทวีปแอฟริกา โดย 2 ใน 3 ของประชากรในแอฟริการติดเชื้อ HIV

ช่วงเวลาที่ระบาดหนักที่สุดคือในปีค.ศ. 2005 ที่มีผู้เสียชีวิตจากโลกเอดส์สูงถึง 2.2 ล้านคนทั่วโลก ปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้คิดค้นยารักษาชนิดนี้ได้ มีเพียงยาต้านไวรัส ที่ช่วยลดปริมาณเชื้อ HIV ในร่างกายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ผู้ติดเชื้อ HIV ไม่จำเป็นต้องเป็นเอดส์เสมอ มีผู้ติดเชื้อ HIV หลายคนไม่ได้เป็นเอดส์ มีสุขภาพที่ดี และสามารถมีลูกได้ โดยลูกและคู่ชีวิตไม่ได้ติดเชื้อ HIV ไปด้วย